ออกกำลังกายเพื่อหุ่นสวย

นอก เหนือจากการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดเพื่อขจัดปริมาณแคลอรี่ในแต่ละวันแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างในการเผาผลาญเจ้าแคลอรี่ก็คือการออกกำลังกาย ทำตัวแอคทีฟขึ้นและเคลื่อนไหวให้มากขึ้นกับชีวิตประจำวันเป็นจุดเริ่มต้นที่ ดี ลองคิดดูว่าจะเพิ่มระดับกิจกรรมในแต่ละวันได้อย่างไรบ้าง อาจเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น พยายามทำงานบ้านให้มากขึ้น เดินขึ้นบันไดในที่ทำงานแทนที่จะใช้ลิฟต์ จอดรถห่างไปสักช่วงตึกหากจะแวะซื้อนมสักกล่อง หรือจอดรถให้ไกลจากทางเข้าซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อจะได้เดินมากขึ้น

แต่หาก จะหวังถึงผลลัพธ์จริงๆ เพื่อหุ่นเพรียวกระชับแล้วก็ ควรวางแผนการออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละสามชั่วโมงครึ่ง แม้จะดูเป็นงานหนักเอาการ แต่หากคิดว่าภายในหนึ่งสัปดาห์มีหนึ่งร้อยหกสิบแปดชั่วโมงละก็ เวลาสามชั่วโมงครึ่งเป็นอะไรที่น้อยนิดเหลือเกิน ซึ่งขึ้นอยู่กับเราแล้วละว่า จะจัดสรรเวลาอย่างไร เช่นว่า เลือกออกกำลังกายวันละสามสิบนาที เต้นแอโรบิควันละกว่าชั่วโมง ใช้เวลาสักชั่วโมงในยิม หรือใช้เวลาสักชั่วโมงครึ่งในแต่ละสัปดาห์สำหรับเดินหรือปั่นจักรยาน

ผู้ เชี่ยวชาญในฟิตเนสเกือบทุกแห่งรับรองถึงความสำเร็จในการออกกำลังกายเพื่อ หุ่นกระชับ นั่นก็คือ การค้นพบกิจกรรมที่เราสนุกกับมันจริงๆ และทำตามโปรแกรมการออกกำลังกายนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ลองดูว่าใกล้ๆ ที่ทำงานหรือที่พักมีกิจกรรมอะไรน่าสนใจบ้าง เราอาจจะค้นพบความสนุกใหม่ๆ ตั้งแต่การเต้นซาลซ่า ศิลปะป้องกันตัวไปจนถึงระบำหน้าท้องหรือบาสเกตบอล หรือคิดย้อนไปถึงกิจกรรมสนุกๆ ที่เคยทำสมัยเรียน หากเคยปลื้มเนตบอลมาก่อน อาจจะเป็นการเสาะหาที่มีคุณค่าเมื่อได้พบกับทีมท้องถิ่นที่สามารถร่วมแจมได้ หรือหากคลั่งไคล้การวิ่งแบบครอส คันทรี่ น่าจะมีทีมท้องถิ่นที่กำลังมองหาสมาชิกใหม่ๆ ก็เป็นได้

และ หากว่าเราไม่เจอกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจหรือนน่าสนุก สิ่งที่จะช่วยผลักดันให้เริ่มต้นออกกำลังกายก็คือ การเปลี่ยนมุมมองใหม่ต่อการออกกำลัง แทนที่จะคิดว่าการออกกำลังกายเป็นอะไรที่ต้องทำอย่างสนุกสนานเท่านั้น ลองมองว่า การออกกำลังเป็นกิจกรรมธรรมดาสามัญที่ต้องทำมันอยู่แล้ว เช่น การทำความสะอาดบ้าน หลายๆ คนไม่ชอบงานบ้าน แต่ที่ยังคงใช้เวลาทำอยู่ ก็เพียงเพราะรู้สึกดีและภูมิใจที่เห็นบ้านสะอาด ดังนั้น หากเกลียดการออกกำลังกายจริงๆ ละก็ ให้เริ่มต้นมองหาอะไรสักอย่างที่จะต้องใช้เวลาไปกับมันเพื่อที่ว่า ท้ายที่สุดแล้ว เราจะได้สุขใจกับรูปร่างกระชับและผอมเพรียวขึ้น

นอกจาก นั้น การหากิจกรรมที่เหมาะสมกับไลฟสไตล์และชีวิตประจำวันก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่นว่า หากเราเลือกจะไปว่ายน้ำ แต่สระที่ใกล้ที่สุดต้องขับรถไปไกลถึงสี่สิบนาที อย่างนั้น คงไปสระอาทิตย์ละสองวันไม่ไหวแน่ๆ หรือการไปคลาสแอโรบิคเป็นอะไรที่ดึงดูดใจ หากแต่ไม่มีคนเลี้ยงลูกให้ในช่วงเวลานั้น ก็คงไปเข้าคลาสไม่ได้อย่างต่อเนื่อง

และท้าย สุด เมื่อได้เริ่มต้นกำจัดแคลอรี่ด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายแม้เพียงน้อย นิด สิ่งที่ตามมาก็คือ น้ำหนักที่หดหายไป แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ เราจะยังคงออกกำลังอย่างต่อเนื่องไหม หากว่าแรงจูงใจเริ่มแผ่วลง

แนะนำ อาหารลดความอ้วน

ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today

ออกกำลังกายลดเศร้า บรรเทาเครียด

คน ที่มีอาการซึมเศร้าเมื่อไปพบแพทย์ นอกเหนือจากการได้รับยาคลายเศร้าแล้ว ยังมักจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วย ดร. Kristin Vickers-Douglas นักจิตวิทยาแห่งเมโยคลินิก สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยในเรื่องอารมณ์ และลดอาการซึมเศร้าได้จริง แม้ว่าการออกกำลังกายจะไม่ใช่ยาวิเศษ แต่การเพิ่มการขยับกายยืดเส้นยืดสายร่างกายนั้นเป็นผลดีและช่วยให้จัดการกับ อารมณ์เศร้าได้ดีขึ้น

เราสอนกันมานานแล้วว่า การออกกำลังกายเป็นแนวทางหนึ่งที่จะคงไว้ซึ่งร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ความอ้วนและโรคอื่นๆ อีกสารพัด และนับวัน ผลการวิจัยยิ่งชี้ชัดว่า การออกกำลังกายช่วยลดอาการทางจิตได้หลายอาการ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดหรือซึมเศร้า ทั้งยังป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ด้วย

การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการออกแรงอย่างหนัก เหงื่อตกมากๆ การออกกำลังกายที่ให้ผลทางสุขภาพจิตนั้นแม้เพียงแค่เดินปกติสัก 10 นาทีก็ได้ผลแล้ว เพราะเราไม่ได้มุ่งหวังจะลดน้ำหนักสัก 1 -2 กิโลกรัมที่ต้องวิ่งเป็นระยะทางไกลๆ วิ่งเร็วๆ ให้เหงื่อแตกพรั่กๆ ในทางตรงกันข้าม การออกกำลังกายทางจิตวิทยานั้น หมายถึงการทำร่างกายให้แอคทีฟขึ้น เพื่อลดอารมณ์ทางด้านลบ และเพิ่มอารมณ์ด้านบวกให้มากขึ้น และยิ่งมีการวางแผนให้เหมาะสมก็จะยิ่งได้ผลมากยิ่งขึ้นด้วย

แม้ว่ากลไกที่การออกกำลังกายส่งผลลดอาการเศร้า เครียด กดดัน เหนื่อยล้าจิตใจ หงุดหงิดโมโห หรือแม้แต่สิ้นหวังนั้นยังไม่มีใครทราบแน่ชัดก็จริง แต่ในทางสรีรวิทยา การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับของสารเคมีในสมอง หรือสารสื่อประสาทที่ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น อย่างเช่น เอนดอร์ฟิน (endorphins) ช่วยคลายกล้ามเนื้อ หลับลึกขึ้น ลดฮอร์โมนความเครียด และมีผลให้จิตใจสงบขึ้น เป็นประโยชน์ในทางสุขภาพจิตเป็นอย่างสูง

นอกจากนี้การออกกำลังกายยังเป็นการเพิ่มความสำเร็จและความเชื่อมั่นในตนเอง เพิ่ม
ความรู้สึกว่าเราทำอะไรได้สำเร็จและเมื่อต่อเนื่องนานๆ เข้าก็จะผันเป็นเพิ่มความเชื่อมันในตนเอง ดอกเตอร์คริสติน บอกว่า ความรู้สึกเชื่อมั่น มั่นใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองสำเร็จเป็นพลังด้านบวกที่จะโน้มน้าวให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงด้านบวกอื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามมา

เขายังอธิบายต่อไปว่า เวลาที่คนเราซึมเศร้า เรามักจะคิดว่า เราไม่มีแรงหรือพลังเพียงพอที่จะดูแลตัวเอง หรือรับผิดชอบอะไรต่อมิอะไร คนที่ซึมเศร้าจะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกขาดประสิทธิภาพ จึงทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการได้ออกกำลังกายจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาสัมผัสความสำเร็จ เล็กๆ ขั้นต้นได้อีกครั้งหนึ่งอันเป็นก้าวแรกของก้าวต่อๆ ไป

หันเหความสนใจไปในทางบวก เมื่อเวลาที่เราเศร้าหรือเครียด เรามักสนใจหมกมุ่นกับตัวเอง กับอาการและผลของอาการ วนเวียนอยู่อย่างนั้น สิ่งนี้จะผลาญเวลาไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ นอกจากนั้นมันยังลดประสิทธิภาพในการขบคิดแก้ปัญหา ทำให้วงจรร้ายอันนี้ดำดิ่งยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้าม การออกกำลังกาย ทำให้เราหันเหความสนใจออกไปเรื่องอื่น ละความคิดในแง่ลบลง โฟกัสกับสิ่งหรือคนอื่นๆ บ้าง ยิ่งไปกว่านั้น การไปออกกำลังกายจะได้พบเห็นสิ่งต่างๆ พบผู้คน หรือการเปิดเพลงไปพร้อมๆ กัน การออกกำลังกายจึงช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

ในระหว่างการออกกำลังกายนั้น ร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลงของการหายใจ เหงื่อออก ชีพจรเร็วขึ้น อาการเหล่านี้คล้ายกับอาการที่เกิดเมื่อเวลาเราเครียด แต่อาการที่เกิดขณะออกกำลังกายเหล่านี้เกิดขึ้นคู่กับความรู้สึกดีๆ ทางจิตใจของการได้ออกกำลังกาย ดังนั้นโดยอัตโนมัติจิตใจของเราก็จะจับคู่อาการใจสั่น เหงื่อออก หายใจเร็วหรือขัด ไปในทางบวก ต่อต้านกับความรู้สึกเดิมๆ ทำให้เรามองหรือเห็นอาการทำนองนี้ไปในด้านบวกมากขึ้น ลดหรือเลิกกลัวกับอาการเหล่านี้ จากเดิมที่เคยคิดว่ามันเป็นความเครียด กลายเป็นเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้โดยไม่กลัวมันอีก

การออกกำลังกายเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม ได้พบปะผู้คน ยิ่งเป็นผู้คนที่ชอบออกกำลังกาย ซึ่งคนเหล่านี้อารมณ์แจ่มใสอยู่แล้ว รอยยิ้ม คำพูด เสียงหรือสิ่งต่างๆ รอบตัวล้วนเสริมอารมณ์ให้แจ่มใสได้ง่ายขึ้น

ทักษะการคิดในทางบวก การทำอะไรในทางบวกที่จะจัดความเครียด ความเศร้า เป็นประสบการณ์ด้านบวก เป็นการเรียนรู้ว่าวิธีจัดการกับอาการเหล่านั้นทำได้ และสำเร็จด้วย เพราะแทนที่จะนั่งรอให้ความเครียดความเศร้ามันหายไปเอง การได้ช่วยตัวเองด้วยการออกกำลังกายจึงทักษะหรือประสบการณ์ในด้านบวกให้ เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

แน่นอนที่สุดการลุกขึ้นมาออกกำลังกายสำหรับคนที่ไม่เคยทำ ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็น
ความฝืดที่ยิ่งใหญ่แบบหนึ่ง แต่สามารถลดความฝืดเหล่านั้นลงได้ โดยหาวิธีออกกำลังกายแบบที่เราสนุก ไม่ว่าจะเป็นชนิดของการออกกำลังกาย เวลาที่สะดวก สถานที่รู้สึกดีๆ กับคนที่ชอบ ฯลฯ จะช่วยให้การออกกำลังกายสนุกขึ้นได้ ตั้งเป้าแบบในการออกกำลังกาย ก็ไม่ควรตั้งไว้สูงเกินไป ควรค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆ ทำ อาจแค่วันละ 5 นาทีแล้วเพิ่มขึ้นภายหลังก็ได้ จะได้สำเร็จได้ง่ายขึ้น

การออกกำลังกาย ถือเป็นยาชนิดหนึ่งที่จะช่วยรักษาหลายโรค อีกทั้งยังลดความเฉื่อย เพิ่มความเชื่อมั่นและเสริมการมองโลกในแง่บวกได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ฉะนั้นอย่ารอช้า…มาออกกำลังกายกันเสียแต่วันนี้ดีกว่า

แนะนำ อาหารลดความอ้วน

http://health.spiceday.com/viewthread.php?tid=5790&extra=page%3D1

ออกกำลังกาย แบบ BODY COMBAT

สำหรับ คุณผู้หญิงที่กำลังมองหาวิธีการออกกำลังกายแบบใหม่ๆ ได้เผาผลาญแคลอรีด้วย HealthToday ขอนำเสนอรูปแบบการออกกำลังกายที่สนุกสนาน ใช้แรงกำลังดี แถมยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อแทบทุกส่วนของร่างกายในคราวเดียวค่ะ

บอดี้ คอมแบท (Body combat) เป็นชื่อเรียกการออกกำลังกายแบบแอโรบิคชุดนี้ ชื่อคอมแบทก็บอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะแนวความคิดของท่าออกกำลังกายเป็นการบริหารแบบแอโรบิ คที่ผสมผสานการเต้นกับเสียงเพลงจังหวะสนุกๆ เข้ากับท่าทางการต่อสู้แบบตะวันออก ตั้งแต่ มวยไทย ไทชิ เทควันโด ยูโด และคาราเต้ ว่ากันว่าใครที่ได้ทดลองเต้นแอโรบิคแบบบอดี้คอมแบทแล้วมักจะติดใจ ถึงกับเมินท่าเต้นแอโรบิคแบบเดิมๆ ไปเลย เพราะนอกจากจังหวะเพลงจะเร้าใจ มีเสียงเอ็ฟเฟ็คส์ประกอบเพิ่มความฮึกเหิมแล้ว คนเต้นยังได้ออกท่า ออกเสียง ปลดปล่อยพลังตัวเองเต็มที่ด้วย ท่าทางที่เขาออกแบบมาให้ทำตามก็ชัดเจน แถมการออกท่าแต่ละท่ายังเป็นการบังคับให้คนเต้นได้บริหารกล้ามเนื้อร่างกาย ละส่วนไปด้วยในตัว

วัตถุประสงค์ของบอดี้คอมแบทคือ เปิดโอกาสให้เราได้บริหารทุกส่วนของร่างกาย ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง บริหารข้อต่อต่างๆ ให้คล่องตัว เผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ทั้งยังบริหารการหายใจ ปอด และกล้ามเนื้อหัวใจด้วย นอกจากนี้การเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉงยังช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น นำมาสู่อารมณ์ที่ดี ปลอดโปร่ง ภายหลังสิ้นสุดเวลา 1 ชั่วโมงที่ออกกำลังกาย

บอดี้คอมแบทไม่ได้จำกัดตัวผู้เล่น ไม่ว่าใครทั้ง เด็ก หรือผู้ใหญ่ มาสนุกร่วมกันได้หมด โดยเฉพาะคุณผู้ชายที่เคยเหนียมอายหากต้องเต้นแอโรบิค คราวนี้ก็จะสนุกได้เต็มที่ แต่คนที่มีปัญหาเรื่องกระดูก หรือกำลังตั้งครรภ์อาจต้องระมัดระวังนึดหนึ่งอย่าเผลอกระโดดโลดเต้น หรือทำท่าที่ต้องออกแรงมากตามคนอื่น เท่านั้นเอง นอกนั้นจะยืดมือยกแขนชกลมไปมาทำได้หมด

ระหว่างเวลา 1 ชั่วโมง ผู้เล่นจะเต้นไปตามเพลงประมาณ 10 เพลง ตามท่าต่างๆ ซึ่งมีท่าหลักๆ อยู่เพียงไม่กี่ท่า ทำให้จำง่าย ใช้ซ้ำไปซ้ำมาตามจังหวะเพลง เพื่อบริหารร่างกายส่วนบนและส่วนล่างไปพร้อมๆ กัน

ท่าบริหารร่างกายส่วนบน เน้นแขน ไหล่ และลำตัวส่วนบน ได้แก่ การปล่อยหมัดแย้บ (jab) พุ่งไปข้างหน้าแล้วกลับมาตั้งการ์ด, การต่อยหมัดครอส (Cross) จากช่วงหัวไหล่ตรงไปข้างหน้า, หมัดยิงตรง หรือหมัดฮุค (Hook), อัปเปอร์คัท (upper cut) ต่อยหมัดเสยขึ้นจากปลายคาง, บอดี้ริบ (Body rib) หากต่อยกับคนก็คือต่อยท้อง แต่แบบนี้ถือเป็นการชกลม ซึ่งทุกครั้งจะกลับมาที่ท่าตั้งการ์ดเสมอ

ท่าบริหารร่างกายส่วนล่าง ตั้งแต่เอว ขา สะโพก ไปจนน่องและปลายเท้า โดยใช้ท่าเตะต่างๆ เช่น เตะไปข้างหน้า (Front kick), เตะข้าง (Side kick), เตะไปข้างหลัง (Back kick), เตะกวาด (Raw house kick), ตีเข่า (Front knee) ไปจนถึงการกระโดดเตะ (Jump kick)

สำหรับคุณที่มีความพร้อม อาจจะลองเรียนรู้วิธีการออกกำลังกายแบบบอดี้ คอมแบท กับครูฝึก เพื่อให้ได้วิธีการที่ถูกต้องและสนุกกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ในชั้นเรียนกันได้ แต่สำหรับคนที่ยังไม่สะดวก อาจลองนำท่าทางต่างๆ ที่เราแนะนำมาให้ดูนี้ ลองไปประยุกต์กับวิธีการเต้นแอโรบิกที่คุณคุ้นเคยดูเองที่บ้าง เพื่อบริหารตัวเอง ดีกว่าปล่อยเวลาว่างให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์นะคะ

ขอบคุณ: California Fitness Centers

ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today

แนะนำ อาหารลดความอ้วน

ออกกำลังกาย กินผักผลไม้ ป้องกันหวัด

ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ ทำให้หลายท่านสุขภาพแย่ ทุกท่านควรออกกำลังกายควบคู่กับกินผักผลไม้ วิตามินซีสูง และรับประทานอาหารร้อนๆ ช่วยสร้างความอบอุ่นร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัด

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยแบบนี้ คงทำให้เราควรที่จะหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้โดยไม่ก่อให้ เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอ่อน เด็กเล็ก และกลุ่มผู้สูงอายุ นับเป็นกลุ่มที่มักได้รับผลกระทบต่อสุขภาพได้ง่าย พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้สูงอายุจึงต้องมีความเข้าใจ และรู้จักการดูแลสุขภาพตนเองและลูกหลานอย่างปลอดภัยในช่วงหน้าฝน เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัด เพราะหากป่วยเป็นไข้หวัดและไม่มีการดูแลสุขภาพที่ดี อาจส่งผลให้กลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวม ได้ในที่สุด โดยเฉพาะผู้สูงอายุจึงต้องสร้างความอบอุ่นร่างกายให้กับตนเอง และควรมีการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี

การออกกำลังกาย สามารถช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายได้ และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หวัดได้ด้วย ซึ่งการออกกำลังกาย ควรเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะ การขี่จักรยาน การเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องการรำมวยจีน เป็นต้น การออกกำลังกายดังกล่าว จะช่วยทำให้รู้สึกหายใจเร็วขึ้น ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที เป็นเวลาอย่างน้อยก็เพียงพอที่จะเกิดภูมิคุ้มกันในบริเวณทางเดินหายใจ เพราะการออกกำลังกายหนักมากเกินไป กลับไม่ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน ในการเริ่มต้นของการออกกำลังกาย ควรเริ่มจากเบาๆ ระยะเวลาน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นจึงเพิ่มความแรง หรือความหนัก แต่ขอย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนัก หรือเหนื่อยมากๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงนอกจากการออกกำลังกายเพื่อสร้าง ความ อบอุ่นให้แก่ร่างกาย คือ การกินอาหาร เน้นกินผักหลากหลาย ทั้งผักสดหรือลวก ต้ม ผัด และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะกอก องุ่น สับปะรด เป็นต้น เพราะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อีกทั้ง ยังช่วยเพิ่มอุณหภูมิความร้อนให้กับร่างกาย ดังนั้น หากคุณดูแลสุขภาพตนเองได้ตามข้อปฏิบัติดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในช่วงหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลต่อการมีสุขภาพดีในระยะยาวอีกด้วย

แนะนำ อาหารลดความอ้วน

http://health.spiceday.com/viewthread.php?tid=5788&extra=page%3D1

อ้วน ออกกำลังกายแล้วบาดเจ็บ

รศ.นพ.ชาญวิทย์ โคะธีรานุรักษ์

กรณีศึกษา นายสมชายอายุ 35 ปี มาพบแพทย์ที่คลินิกด้วยอาการปวดส้นเท้าทั้ง 2 ข้าง ปวดเจ็บมากที่ส้นเท้าขวา

ประวัติผู้ป่วย 2 เดือนที่แล้วมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะเลี้ยงฉลองมากไปหน่อยเกือบทุกวัน เลยไปวิ่งออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน หลังจากวิ่งไปได้สัก 1 อาทิตย์ ก็เริ่มมีอาการปวดที่ส้นเท้า พอหยุดวิ่งอาการก็ดีขึ้น ไปวิ่งอีกก็กลับมาเป็นใหม่ และเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ปัญหาน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นก็ยังแก้ไม่ได้

การตรวจร่างกาย สุขภาพแข็งแรงดี ยกเว้นมีอาการปวดที่ส้นเท้าทั้ง 2 ข้าง กดเจ็บบริเวณฝ่าเท้า

มีภาวะอ้วน วัดไขมันใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขนได้ 2.2 ซม. ซึ่งมากกว่าค่าปกติ (0.8-1.4 ซม.) ระบบอื่นๆ ในร่างกายปกติ

การรักษา ได้มีการรักษาทางกายภาพบำบัดเพื่อลดการอักเสบที่ส้นเท้า พร้อมกับให้หยุดวิ่งออกกำลังกายชั่วคราว 1 อาทิตย์ แล้วเปลี่ยนมาเดินแทนวิ่ง เมื่ออาการปวดลดลงได้แนะนำโปรแกรมลดความอ้วนโดยออกกำลังกายชนิด Low impact (กิจกรรมการเดิน การมีกิจกรรมเคลื่อนไหวในระหว่างวัน) และโปรแกรมคุมอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเป็นเวลา 1 เดือน ปรากฏว่าน้ำหนักตัวลดลง 2 กิโลกรัม

จากกรณีนี้ทำให้ทราบว่า…

1. การกินอาหารที่มากเกินกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ มักทำให้เกิดความอ้วน น้ำหนักเพิ่มขึ้น ค่าน้ำตาลในเลือดสูง และก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย รวมทั้งต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ง่ายต่อการบาดเจ็บที่บริเวณเข่า ส้นเท้า

2. การวิ่งออกกำลังกายเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน เพราะเหตุผลดังนี้

• เมื่อออกกำลังกายโดยการวิ่ง ร่างกายมีการใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงานมากกว่าไขมัน ดังนั้นเมื่อวิ่งไปสักครู่แล้ว น้ำตาลจะต่ำ และอาจหน้ามืดหรือหิวเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องแสวงหาเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วชื่นใจ ซึ่งก็จะเป็นเครื่องดื่มหวานๆ น้ำอัดลมทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลแล้วเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม ปัญหาโรคอ้วนก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข

• ในคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเป็นประจำ แล้วต้องการที่จะเร่งรีบออกกำลังกาย เพราะแรงโฆษณา หรือรีบลดความอ้วน ไม่ควรออกกำลังกายโดยการวิ่ง เพราะจะทำให้หัวใจต้องปรับตัวกับการสูบฉีดเพิ่มของเลือดอย่างรวดเร็ว หัวใจต้องทำงานหนักและอาจเกิดอุบัติเหตุด้านหัวใจได้ อาจเกิดอาการหน้ามืดหรือหัวใจหยุดเต้นขณะวิ่ง

• วิ่งแล้วทำให้ปวดขา เพราะขาทั้ง 2 ข้าง ต้องแบกรับน้ำหนักที่เพิ่มกว่าปกติ เมื่อวิ่งแล้วอาจเสียสมดุลของขาทั้ง 2 ข้าง และจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อกล้ามเนื้อขาและข้อเท้าได้ และก่อให้เกิดการปวด และเมื่อปวดขาก็ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวก็ยิ่งทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

ข้อแนะนำในการออกกำลังกายสำหรับคนอ้วน

1. ควรเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ แกว่งแขน ฝึกไทเก๊ก หรือ ชิกง ถีบจักรยาน ไม่ควรออกกำลังกายโดยการวิ่งเร็วหรือยกน้ำหนัก เพราะนอกจากจะไม่ช่วยลดความอ้วนแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย

2. กินมากใช้มาก กินน้อยใช้น้อย ถ้าจำกัดเรื่องกินจุกกินจิก กินแป้ง น้ำตาล กินก่อนนอนลงได้ ท่านก็ไม่ต้องทำงานใช้กำลังมาก ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องออกกำลังกายมากหน่อย

3. ควรดำเนินการลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะจะได้ทำได้นานๆ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลา และพึงระลึกอยู่เสมอว่า ถ้าอ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ สักวันหนึ่งคุณอาจเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเหนื่อยง่าย โรคเส้นเลือดสมองตีบ ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่เลวลง

ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today

แนะนำ อาหารลดความอ้วน

สารอาหารสำหรับผู้ไม่ออกกำลังกาย

หากคุณเป็นคนที่เพื่อนๆพากันขนานนามว่า คุณเป็นพวก Couch Potato ที่วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่นอนอืดดูทีวีอยู่กับบ้าน เผลอๆก็เอาสแน็คที่หาคุณค่าทางอาหารไม่ได้เลย มาเคี้ยวกรุบๆทั้งวัน

รู้หรือไม่ว่าบัดนี้คุณอาจจะเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเสี่ยงสำหรับพวกโรคอ้วน เกินพิกัด หรือพวกโรคทางหัวใจและหลอดเลือดก็ได้ ในความเป็นจริงผู้ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว อาจนับรวมถึงผู้ที่นอนป่วยนานๆหรือเพิ่งจะฟื้นไข้ หรือคนจำพวกหนอนหนังสือที่วันๆทำอะไรไม่เป็นเลยนอกจากอ่านและอ่านเท่านั้น

เรามีสูตรวิตามินเจ๋งๆ 5 ชนิดที่ออกแบบมาเพื่อที่จะช่วยคุณๆที่เข้าข่ายดังกล่าว เริ่มจาก

1. Omega-3 Fatty Acids
พบมากในน้ำมันปลาและน้ำมันเมล็ดลินิน (Flax seed ) ซึ่งจะให้สัดส่วนของกรดไขมันชนิด EPA สูง โดยปริมาณ EPA ที่แนะนำ / วันควรอยู่ในช่วง 250-3,000 mg. และควรระวังซักนิดหากคุณต้องทานยาต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือดอยู่ก่อน ข้อดีสำหรับ Omega-3 คือ การปรับปรุงระบบการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจ ระบบประสาท การสืบพันธุ์ และภูมิต้านทานร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาในการเป็น สารต้านการ clot ของเลือด ช่วยลดระดับไขมันในเลือด สารต้านอักเสบ บำรุงสุขภาพผมผิวและเล็บ และจุดเด่นสำคัญคือการช่วยนำส่ง Oxygen ไปยังเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย ซึ่งสัมพันธ์กับการลดอาการเบื่อและขี้เกียจได้

2. Bioflavonoid
ขนาดรับประทาน 50-300 mg./ วัน ร่วมกับการทานวิตามิน C 500-3,000 mg./ วันจะให้ผลในเรื่องความ แข็งแรงของผนังหลอดเลือดฝอย ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือดจากการนั่งนานๆ

3. Garlic
ซึ่งจะให้สารสำคัญที่เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของกระเทียมที่ชื่อ Allicin โดยขนาดที่แนะนำควรอยู่ระหว่าง 600-5,000 mcg./ วัน ซึ่งจะให้ประโยชน์ในแง่ของการลดการเกาะตัวของเลือด ลดความดันเลือด ลดระดับไขมันและน้ำตาลในเลือด ต้านการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส และควรระวังซักนิดหากคุณต้องทานยาต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือดอยู่ก่อนแล้ว

4. Folic Acid
ขนาดรับประทาน 400-1,000 mcg./ วัน ( หากเป็นสตรีตั้งครรภ์ควรได้รับ 600 mcg. และ 500 mcg. ใน สตรีให้นมบุตร ) ข้อดีของกรดโฟลิก คือการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยปรับความผิดปกติทางอารมณ์ที่ไม่รุนแรงนัก ความรู้สึกซึมเศร้า เบื่อหน่ายซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้หากรับประทานกรดโฟลิกขนาดสูงนานๆ ควรได้รับวิตามิน B12 เพิ่มเติมเนื่องจากกรดโฟลิกสามารถบดบังภาวะการขาด B 12 ในบางรายได้

5. Chromium
ขนาด 50-200 mcg./ วัน ในรูป Chromium Picolinate ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดในแง่การดูดซึมและให้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะให้ฤทธิ์ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและปรับปรุงระบบเมตาบอลิซึม ทำให้สามารถลดการอยากอาหารในผู้ที่ชอบทานขนมจุบจิบได้ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบอินซูลินในร่างกายได้

นอกจากนี้คุณควรจะให้ความสนใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย โดยอาจจะมีการออกกำลังกายทดแทนบ้าง หรือหางานอดิเรกที่ชื่นชอบ สิ่งเหล่านี้น่าจะมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยน Life style ของคุณที่น่าเบื่อและไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย มาเป็นนักกิจกรรมตัวยงที่มีสุขภาพดีคนหนึ่งเลยทีเดียว

แนะนำ อาหารลดความอ้วน

http://health.spiceday.com/viewthread.php?tid=5766&extra=page%3D1

เจ้าของเว็บ Munkeaw.com (เฟิร์น) : เบอร์มือถือ 087-672-9188 : E-Mail & MSN goldplus_coffee@hotmail.com